Skip to Main Content

7 ขั้นตอน ขึ้นเครื่องบินครั้งแรก ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง

ขั้นตอนขึ้นเครื่องบินครั้งแรกสำหรับมือใหม่

การขึ้นเครื่องบินในครั้งแรกอาจจะทำให้คุณรู้สึกกังวลและกลัวที่จะตกเครื่อง วันนี้เรามี 7 วิธีง่ายๆ ที่จะทำให้การขึ้นเครื่องบินไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปมาฝาก

เมื่อการคมนาคมในยุคนี้ได้รับความสะดวกสบายมากขึ้นกว่าเดิม สายการบิน Low Cost ก็มีเส้นทางการบินหลากหลายที่ราคาไม่แพง ทำให้การเดินทางด้วยเครื่องบินได้รับความนิยม เนื่องจากประหยัดเวลาในการเดินทาง แต่การขึ้นเครื่องบินในครั้งแรกอาจจะทำให้คุณรู้สึกกังวลถึงขั้นตอนต่าง ๆ และกลัวที่จะตกเครื่อง วันนี้เรามี 5 วิธีง่าย ๆ ที่จะทำให้การขึ้นเครื่องบินไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปมาฝากค่ะ


ยาวไปเลือกอ่านได้นะ

ขึ้นเครื่องบินครั้งแรก และเอกสารสำคัญก่อนเดินทาง

1. เตรียมเอกสารสำคัญให้พร้อมก่อนเดินทาง

สำหรับผู้ที่จะขึ้นเครื่องบินครั้งแรก สิ่งแรกที่ต้องเตรียมคือเอกสารที่จำเป็นต่อการเดินทาง เพื่อให้ทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างราบรื่น โดยเอกสารที่ต้องเตรียมมีดังนี้

  • เดินทางในประเทศ: บัตรประชาชนตัวจริง (หรือบัตรอื่นที่ราชการออกให้ที่มีรูปถ่าย)
  • เดินทางต่างประเทศ: หนังสือเดินทาง (Passport) ที่มีอายุเหลือมากกว่า 6 เดือนก่อนวันหมดอายุ  รวมถึงวีซ่า (หากประเทศปลายทางกำหนด) และเอกสารเพิ่มเติมตามข้อกำหนดของแต่ละประเทศ
  • Itinerary หรือ E-Ticket: หลังจากทำการจองตั๋วเครื่องบินเรียบร้อยแล้ว เราจะได้รับ Itinerary หรือ E-Ticket ให้ทำการพิมพ์หรือบันทึกเป็นไฟล์ PDF หรือรูปภาพไว้ในโทรศัพท์มือถือ โดย Itinerary จะเป็นข้อมูลการเดินทาง เช่น เที่ยวบิน วันเวลาออกเดินทาง และรหัสการจอง

นอกจากนี้ ควรตรวจสอบ สนามบินต้นทาง ให้ชัดเจน เนื่องจากกรุงเทพฯ มีสนามบินหลัก 2 แห่ง คือ สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง ซึ่งแต่ละสายการบินจะใช้สนามบินต่างกัน หากไปผิดสนามบินอาจทำให้ตกเครื่องได้

ขึ้นเครื่องบิน และการเช็กอิน

2. เช็กอิน (Check-in) ขั้นตอนแรกก่อนขึ้นเครื่องบิน

สำหรับการขึ้นเครื่องบินครั้งแรก หลังจากทำการจองตั๋วเครื่องบินเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะเดินทางต้องทำการเช็กอินถึงจะสามารถขึ้นเครื่องได้ ปัจจุบันมี 3 วิธีในการเช็กอิน ได้แก่

เช็กอินผ่านเคาน์เตอร์ของสายการบิน เป็นวิธีที่แนะนำสำหรับผู้ที่ขึ้นเครื่องบินครั้งแรก เพราะมีเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลือตลอด เพียงยื่นบัตรประชาชนหรือ Passport ให้เจ้าหน้าที่ พร้อมแจ้งรหัสการจอง เจ้าหน้าที่จะออก Boarding Pass ที่ระบุหมายเลขที่นั่งและ Gate ขึ้นเครื่องให้ หากมีสัมภาระที่ต้องโหลดใต้ท้องเครื่อง ก็สามารถส่งมอบกระเป๋าได้ในขั้นตอนนี้เลย

เช็กอินผ่านตู้ Self Check-in (Kiosk) สนามบินหลักในไทย เช่น สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต มีตู้เช็กอินอัตโนมัติให้บริการ เพียงสแกนบาร์โค้ดบน E-Ticket หรือสแกน Passport ก็สามารถพิมพ์ Boarding Pass ได้ด้วยตัวเอง หากมีสัมภาระโหลด ให้นำไปส่งที่จุดรับกระเป๋า (Bag Drop) ของสายการบิน

เช็กอินออนไลน์ (Online Check-in) หากไม่มีสัมภาระก็สามารถเช็กอินได้ทางออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของสายการบิน โดยทั่วไปเปิดให้เช็กอินตั้งแต่ 24 ชั่วโมง จนถึง 1 ชั่วโมงก่อนเครื่องออก เมื่อเช็กอินเสร็จจะได้รับ Boarding Pass ในรูปแบบดิจิทัลผ่านอีเมลหรือแอป สามารถแสดง Boarding Pass บนหน้าจอมือถือได้เลยโดยไม่ต้องพิมพ์

ที่สำคัญเราควรไปถึงสนามบินก่อนออกเดินทาง อย่างน้อย 2 ชั่วโมง สำหรับเที่ยวบินในประเทศ และ อย่างน้อย 3 ชั่วโมง สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศค่ะ (ในฤดูกาลท่องเที่ยว เคาน์เตอร์สายการบินอาจค่อนข้างหนาแน่นด้วยผู้โดยสาร ดังนั้นเราควรเผื่อเวลาเพิ่มอีกสัก 1 ชั่วโมง)

วิธีขึ้นเครื่องบิน และจุดตรวจคนเข้าเมือง

3. ผ่านจุดตรวจคนเข้าเมือง (เฉพาะเที่ยวบินระหว่างประเทศ)

สำหรับผู้ที่ขึ้นเครื่องบินไปต่างประเทศ หลังเช็กอินเรียบร้อยแล้ว จะต้องผ่านจุดตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) โดยยื่น Passport และ Boarding Pass ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ปัจจุบันสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองมีระบบ Auto Gate ที่ผู้ถือหนังสือเดินทางไทยสามารถสแกนผ่านได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องต่อคิวที่เคาน์เตอร์ ซึ่งช่วยประหยัดเวลาได้มาก

ข้อมูลสำคัญ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2025 เป็นต้นไป ชาวต่างชาติทุกคนที่จะเดินทางเข้าประเทศไทยต้องลงทะเบียน Thailand Digital Arrival Card (TDAC) ผ่านเว็บไซต์ tdac.immigration.go.th ภายใน 3 วันก่อนเดินทางถึง แทนการกรอกใบ ตม.6 แบบกระดาษที่ยกเลิกไปแล้ว

 

4. การสแกนสัมภาระ

เมื่อทำการเช็กอินเรียบร้อยแล้ว เราจะได้ Boarding Pass ที่ใช้ในการเดินทาง ตรวจสอบข้อมูลให้เรียบร้อยและเข้าสู่ขั้นตอนในการสแกนสัมภาระ (Security Check) สำหรับใครที่ขึ้นเครื่องบินครั้งแรก สิ่งที่ต้องระวังในขั้นตอนสแกนสัมภาระมีดังนี้

ของเหลว: ห้ามนำของเหลวถือขึ้นเครื่องเกินชิ้นละ 100 ml รวมกันไม่เกิน 1,000 ml โดยต้องบรรจุในถุงพลาสติกใสแบบซิปล็อกขนาดไม่เกิน 1 ลิตร ทั้งนี้ ของเหลวรวมถึงเจลอาบน้ำ โลชั่น น้ำหอม ยาสีฟัน และสเปรย์ด้วย

ของต้องห้าม: ห้ามนำของมีคม วัตถุไวไฟ อาวุธ ถือขึ้นเครื่อง เช่น กรรไกร มีด ฯลฯ ขึ้นโดยเด็ดขาด (แต่สามารถโหลดใต้ท้องเครื่องได้)

Power Bank (แบตเตอรี่สำรอง): ห้ามนำ Power Bank ใส่กระเป๋าเดินทางโหลดใต้ท้องเครื่อง แต่สามารถใส่กระเป๋าถือขึ้นเครื่องได้ โดยมีเงื่อนไขดังนี้

  • Power Bank ความจุไฟฟ้าไม่เกิน 20,000 mAh (หรือไม่เกิน 100 Wh) นำขึ้นเครื่องได้ไม่เกิน 2 ก้อน
  • Power Bank ความจุไฟฟ้า 20,000 – 32,000 mAh (หรือ 100-160 Wh) นำขึ้นเครื่องได้ไม่เกิน 2 ก้อน แต่ต้องได้รับอนุมัติจากสายการบิน
  • Power Bank ความจุไฟฟ้ามากกว่า 32,000 mAh (หรือมากกว่า 160 Wh) ไม่อนุญาตให้นำขึ้นเครื่องทุกกรณี
  • ทุกก้อนต้องแยกเก็บในถุงพลาสติกหรือซองกันกระแทกเพื่อป้องกันการลัดวงจร

เคล็ดลับผ่านจุดสแกนได้เร็ว: ขั้นตอนสแกนสัมภาระจะต้องนำโน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต และถุงของเหลวออกจากกระเป๋าวางลงในถาดแยกต่างหาก และถอดเข็มขัด รองเท้าบูท หรือเครื่องประดับโลหะชิ้นใหญ่ออกก่อนเดินผ่านเครื่องตรวจ เพื่อให้ผ่านจุดตรวจได้รวดเร็วขึ้น

นอกจากนี้ยังจำกัดน้ำหนักกระเป๋าที่จะถือขึ้นเครื่องบินตามกฎของแต่ละสายการบิน ดังนั้น เราจึงควรตรวจเช็กสิ่งของในกระเป๋าเดินทางให้ดีก่อน

วิธีขึ้นเครื่องบิน และการเดินไปรอที่ Gate

5. เดินไปรอที่ Gate

เมื่อสแกนสัมภาระเรียบร้อยแล้ว สำหรับใครที่ขึ้นเครื่องบินเป็นครั้งแรกควรตรวจสอบเวลาเครื่องออก (Boarding Time) ให้ดี ทั้งนี้ เราควรเดินไปรอที่ Gate ก่อนเวลาเครื่องออกสัก 30-40 นาที จะมีเจ้าหน้าที่ประกาศเรียกขึ้นเครื่อง ให้เตรียมบัตรประชาชนหรือ Passport และ Boarding Pass เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบก่อนขึ้นเครื่องบิน

สิ่งที่ควรทราบคือ Boarding Time (เวลาขึ้นเครื่อง) กับ Departure Time (เวลาเครื่องออก) นั้นไม่เหมือนกัน โดย Boarding Time คือเวลาที่เริ่มให้ผู้โดยสารเข้าเครื่อง ส่วน Departure Time คือเวลาที่เครื่องบินออกจากสนามบิน ซึ่งจะหลัง Boarding Time ประมาณ 20-30 นาที ดังนั้นต้องไปถึง Gate ก่อน Boarding Time ไม่ใช่ Departure Time

ระหว่างรอขึ้นเครื่อง สนามบินส่วนใหญ่มีร้านค้า ร้านอาหาร และร้านค้าปลอดภาษีให้เดินชมได้ แต่ควรเผื่อเวลาไว้ให้เพียงพอและกลับมาที่ Gate ก่อนเวลา Boarding

 

6. ขึ้นเครื่องและนั่งตามหมายเลขระบุไว้ใน Boarding Pass

มาถึงขั้นตอนนี้ก็สบายใจได้แล้วว่าคุณประสบความสำเร็จในการขึ้นเครื่องบินครั้งแรกแล้วค่ะ คุณกำลังจะได้เดินทางโดยไม่ตกเครื่องอย่างแน่นอนค่ะ เมื่อตรวจ Boarding Pass แล้วก็เดินทางขึ้นเครื่องบิน โดยนั่งตามหมายเลขที่นั่งที่ระบุไว้ใน Boarding Pass

วิธีขึ้นเครื่องบิน และหมายเลขที่นั่ง

หมายเลขที่นั่งอ่านอย่างไร?

ตัวเลขคือแถว ส่วนตัวอักษร (A, B, C...) คือตำแหน่งที่นั่ง เช่น 14A หมายถึงแถวที่ 14 ที่นั่งริมหน้าต่าง โดยทั่วไป A และ F คือริมหน้าต่าง, C และ D คือริมทางเดิน ส่วน B และ E คือตรงกลาง (สำหรับเครื่องแบบ 3-3)

โดยระหว่างการเดินทางต้องปฏิบัติตามกฎสายการบิน คาดเข็มขัดนิรภัยและงดใช้โทรศัพท์มือถือหรือเปิดโหมดเครื่องบิน (Airplane Mode) ในขณะที่เครื่องบินกำลังขึ้นหรือลงเพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง เก็บกระเป๋าถือขึ้นเครื่องไว้ในช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะ (Overhead Bin) หรือใต้เบาะที่นั่งด้านหน้า และปรับเบาะให้ตั้งตรงพร้อมพับถาดวางของขึ้นก่อนเครื่องบินขึ้นและลงจอด

ขึ้นเครื่องบิน และรับสัมภาระเดินทาง

7. ลงเครื่องและรับสัมภาระเดินทาง

เมื่อถึงที่หมาย หากเดินทางภายในประเทศก็สามารถไปรับกระเป๋าเดินทางตามสายพานหมายเลขช่องตามที่สายการบินระบุไว้ได้เลย สามารถตรวจสอบหมายเลขสายพานรับกระเป๋าได้จากจอแสดงข้อมูลเที่ยวบิน (Flight Information Display) ภายในอาคารผู้โดยสาร

แต่ถ้าเดินทางออกนอกประเทศต้องกรอกข้อมูลส่วนตัวและการเดินทางเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองในลำดับต่อไป ทั้งนี้ ควรศึกษาข้อมูลของแต่ละประเทศให้ดีก่อนออกเดินทาง เช่น ประเทศปลายทางกำหนดให้กรอกแบบฟอร์มออนไลน์ล่วงหน้าหรือไม่ หรือมีสิ่งของต้องห้ามนำเข้าอะไรบ้าง

เคล็ดลับสำหรับมือใหม่: ติดป้ายชื่อและข้อมูลติดต่อที่กระเป๋าเดินทาง และทำเครื่องหมายเด่นชัดบนกระเป๋า เช่น ผูกริบบิ้นสี เพื่อให้แยกกระเป๋าจากผู้โดยสารคนอื่นได้ง่ายขึ้น


เห็นไหมล่ะคะว่า การขึ้นเครื่องบินครั้งแรกไม่ใช่เรื่องยากเลย แค่เตรียมความพร้อมให้ดี ที่สำคัญการซื้อประกันการเดินทางที่ไม่ว่าจะใกล้หรือไกลก็อุ่นใจได้ก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ ที่พร้อมดูแลคุ้มครองคุณตั้งแต่ก้าวแรกที่ออกเดินทาง ยิ่งถ้าคุณเป็นคนรักการท่องเที่ยว ชอบเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศบ่อย ในแต่ละปี การมีประกันการเดินทางติดตัวไว้ทุกทริปจะเป็นตัวช่วยที่ตอบโจทย์สำหรับคุณ ช่วยให้คุณสบายใจ เดินทางได้อย่างไร้กังวลอย่างแน่นอนค่ะ

สนใจประกันภัยการเดินทาง โทร. 0 2611 4242

** อ้างอิง: Things to Prepare Before Traveling Abroad

คำถามที่พบบ่อย

Q: ขึ้นเครื่องบินครั้งแรกควรไปถึงสนามบินก่อนกี่ชั่วโมง?

A: สำหรับผู้ที่ขึ้นเครื่องบินครั้งแรก แนะนำให้ไปถึงสนามบินก่อนเวลาเครื่องออกอย่างน้อย 2 ชั่วโมงสำหรับเที่ยวบินในประเทศ และ 3 ชั่วโมงสำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ เพื่อให้มีเวลาเพียงพอสำหรับการเช็กอิน สแกนสัมภาระ และเดินไปยัง Gate ขึ้นเครื่องโดยไม่ต้องเร่งรีบ ในช่วงเทศกาลหรือวันหยุดยาวควรเผื่อเวลาเพิ่มอีก 1 ชั่วโมง

Q: ขึ้นเครื่องบินแล้วหูอื้อ แก้ยังไง?

A: อาการหูอื้อขณะขึ้นเครื่องบินเกิดจากความดันอากาศภายในหูชั้นกลางไม่สมดุลกับความดันภายนอก ขณะเครื่องบินเปลี่ยนระดับความสูง วิธีแก้ที่ง่ายที่สุดคือ กลืนน้ำลายบ่อย ๆ, เคี้ยวหมากฝรั่งหรืออมลูกอม, หาวบ่อย ๆ หรือใช้วิธี Valsalva Maneuver โดยบีบจมูก ปิดปาก แล้วเป่าลมเบา ๆ ให้รู้สึกว่ามีลมดันขึ้นมาที่หู โดยเฉพาะในช่วงที่เครื่องบินกำลังขึ้นหรือลง ควรหลีกเลี่ยงการนอนหลับในช่วงดังกล่าว เพราะจะไม่ได้กลืนน้ำลายตามธรรมชาติ หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2-3 ชั่วโมงหลังลงเครื่อง ควรปรึกษาแพทย์

Q: เดินทางภายในประเทศใช้ Passport ไหม?

A: การเดินทางภายในประเทศไทยไม่จำเป็นต้องใช้ Passport สามารถใช้บัตรประชาชนไทยได้เลย แต่หากเป็นชาวต่างชาติที่เดินทางภายในประเทศไทย จำเป็นต้องใช้ Passport ในการเช็กอิน สำหรับเด็กที่ยังไม่มีบัตรประชาชน สามารถใช้สูติบัตรหรือสำเนาทะเบียนบ้านแทนได้

Q: เช็กอินออนไลน์แล้ว ยังต้องไปเคาน์เตอร์สายการบินอีกไหม?

A: ขึ้นอยู่กับว่าคุณมีสัมภาระที่ต้องโหลดใต้ท้องเครื่องหรือไม่ หากไม่มีสัมภาระโหลด สามารถผ่านจุดตรวจความปลอดภัยไปรอที่ Gate ได้เลย โดยแสดง Boarding Pass บนมือถือ แต่หากมีสัมภาระโหลด จะต้องนำกระเป๋าไปส่งที่จุด Bag Drop หรือเคาน์เตอร์ของสายการบินก่อน สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ บางสายการบินกำหนดให้ต้องไปแสดงเอกสารที่เคาน์เตอร์อย่างน้อย 90 นาทีก่อนเครื่องออก แม้จะเช็กอินออนไลน์แล้วก็ตาม

Q: ถ้าตกเครื่อง (พลาดเที่ยวบิน) ทำอย่างไร?

A: หากพลาดเที่ยวบินหรือตกเครื่อง ให้ติดต่อเคาน์เตอร์สายการบินทันที เพื่อสอบถามตัวเลือกในการเปลี่ยนเที่ยวบิน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับประเภทตั๋วที่ซื้อ ตั๋วราคาโปรโมชันของสายการบิน Low Cost ส่วนใหญ่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม หากมีประกันการเดินทาง บางแผนอาจคุ้มครองกรณีพลาดเที่ยวบินได้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละกรมธรรม์